เปิดวาร์ปพาเที่ยว ‘อุบลราชธานี’ เมืองก่อนประวัติศาสตร์ ชวนรับตะวันก่อนใครในสยาม

0
335

‘อุบลราชธานี’ จังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคอีสานของประเทศไทย เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ มีเนื้อที่ทั้งหมดราว 15,774.000 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ทำให้มีประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมอันยาวนาน ซึ่งจากผลการศึกษามีรายงานระบุว่า มีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์เสียอีก

จากวัฒนธรรมอันยาวนานและเก่าแก่ ทำให้เมืองใหญ่เมืองนี้เป็นที่พูดถึงทั้งเรื่องของอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และจุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ที่สำคัญ อุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่สามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย แน่นอนว่าไม่มีอันซีนเพียงเท่านี้ เรามาเปิดวาร์ปปักหมุดเที่ยวที่อุบลราชธานี ให้มากว่านี้กันนี้ดีกว่า

หมุดที่ 1 ‘ผาชะนะได’ 

(ขอบคุณภาพ : https://bit.ly/363V72r)

เมื่อมาถึงอุบลราชธานีสิ่งแรกที่หลายคนต้องไปหนีไม่พ้นที่แห่งนี้ เพราะดังที่กล่าวข้างต้นว่า อุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่ได้เห็นแสงตะวันเป็นที่แรกของประเทศ และที่ผาชะนะไดนี่เองเป็นจุดที่กรมอุตุนิยมวิทยาใช้คำนวณพยากรณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นของประเทศ ด้วยการเห็นลำแสงแรกเริ่มของ ตะวัน ณ เส้นแวงที่ 105 องศา 37 ลิปดา 17 ฟิลิปดา ทั้งนี้มีลักษณะเป็นผาสูงที่ยื่นออกไปรับลมริมโขง วิวข้างหน้าทิวเขาสลับซับซ้อน มองเห็นอีกฟากฝั่ง สปป.ลาว  ส่วนบริเวณรอบข้างปกคลุมด้วยป่าสนสองใบ  ซึ่ง’ผาชะนะได’ ตั้งในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อ.โขงเจียม

(ขอบคุณภาพ : amazing-thailand.tumblr.com)

และในส่วนของอุทยานแห่งชาติผาแต้มแห่งนี้ ยังมีการค้นพบภาพเขียนสีโบราณ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปี ที่บริเวณผาขาม ผาแต้ม ผาเจ็ก ผาเมย และถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกในประเทศไทยที่มีแม่น้ำโขง

(ขอบคุณภาพ : https://sites.google.com/)

หมุดที่ 2 ‘สามพันโบก’

(ขอบคุณภาพ : https://www.museumthailand.com/)

เดินทางต่อมาไม่ไกลจากจุดเดิมมากนัก เราก็จะพบกับความความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ ศิลปะชั้นเลิศที่ถูกสร้างขึ้นโดยแม่น้ำโขง ที่จะยอมเผยให้มนุษย์อย่างเราๆ เห็นแค่ในช่วงฤดูร้อนของไทย (หน้าแล้ง) อย่าง  ‘สามพันโบก’

(ขอบคุณภาพ : https://www.museumthailand.com/)

ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะเมื่อเข้าหน้าร้อนจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงแห้งขอดลง ทำให้เห็นแก่งหินใต้ลำน้ำโขง ที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่งเป็นเวลายาวนาน  เมื่อมองดูแล้วกลับกลายเป็นภาพภาพศิลปะ มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นรูปวงรี รูปดาว รูปวงกลม และรูปอื่นๆ อีกมากมาย ตามแต่ที่เราจะจินตนาการ และมีจำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3 พันโบก? เพราะมีมากกว่า 3,000 แอ่ง ที่นี่จึงได้ฉายาว่า ‘แกรนแคนยอนเมืองไทย’ และสำหรับคำว่า ‘โบก’ เป็นชื่อเรียกของ แอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง

ขอบคุณภาพ : NJMUCC)

หมุดที่ 3 ‘อำเภอเขมราฐ’

ยังอยู่กันที่ริมโขงแต่จะเปลี่ยนอารมณ์จากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ มาเป็นเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมกันบ้าง ‘อำเภอเขมราฐ’ ถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนที่จะคืนความสุขให้กับผู้ที่เดินทางมาเยือน ‘เขมราฐ’ เป็นอำเภอเล็กๆ ที่มีความเก่าแก่กว่า 200 ปี ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ผู้คนดำเนินชีวิตเรียบง่าย ส่วนใหญ่จะยึดถือวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่วุ่นวาย ถือว่าเป็นดินแดนคู่ขนานกับโลกภายนอกก็ว่าได้ เพราะถ้าใครกำลังหลบลี้หนีจากความวุ่นวาย อยากใช้เวลากับตัวเอง อยากพักจะภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง ที่นี่จะเติมพลังใช้ชีวิตของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม ความงามของธรรมชาติ หรือจะเดินเล่นรับลมชมวิวริมแม่น้ำโขงสบายๆ ชิลๆ ก็ทำได้พร้อมๆ กันในที่แห่งนี้

(ขอบคุณภาพ : วัดบุ่งขี้เหล็ก ลานพระขาว เจดีย์พระศรีอารย์)

พอค่ำลงมาหน่อยก็เดินเที่ยวเล่นสัมผัสวิถีชุมชน รับกลิ่นอายของความเป็นอยู่ที่นี่น่ารัก เพราะตามบ้านเรือเป็นบ้านไม้บ้าง ปูนกึ่งไม้บ้าง จะมีคนท้องถิ่นออกมาขายของตามหน้าบ้านตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของใช้ งานหัตกรรม ผ้าทอมือลายต่างๆ เป็นต้น

หมุดที่ 5 ‘วัดสิรินธรวราราม’

(ขอบคุณภาพ : https://www.museumthailand.com/)

ในเวลาที่ฟ้ามืดสนิทบางสิ่งบางอย่างที่หลบซ่อนอยู่มักจะปรากฎออกมาเสมอ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หรือวัดภูพร้าว หรืออีกชื่อที่นิยมคือวัดเรืองแสง ตั้งอยู่บนเนินเขา ในอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยบริเวณยอดเขาจะมองเห็นอุโบสถสีปัดทองตั้งเด่นเป็นสง่า ซึ่งด้านหลังของอุโบสถนั้นเป็นจิตรกรรมเรืองแสงสีเขียวของต้นกัลปพฤกษ์ ที่อยู่ด้านหลังของอุโบสถในเวลากลางคืน ซึ่งหากถ้าเราโชคดีจะได้พบกับดวงดาวรายล้อมไปกับอุโบสถเรืองแสงเพิ่มความงดงามตื่นตาใจ หากจะเพิ่มความสวยงามขึ้นไปอีกแนะนำให้ไปในคืนเดือนมืด เพราะหากยิ่งมืดเราก็จะสามารถเห็นการเรืองแสงของต้นกัลปพฤกและดวงดาวได้ขัดเจนมากขึ้น

(ขอบคุณภาพ : https://sites.google.com/)

ต้นกัลปพฤกษ์ที่เรืองแสงนั้น มีแรงบันดาลใจมาจากต้นไม้แห่งชีวิต ในภาพยนตร์เรื่องอวตาร โดยใช้สารเรืองแสง หรือ สารฟลูออเรสเซนต์รอบต้น คุณสมบัติของสารฟลูออเรสเซนต์จะรับแสงพระอาทิตย์ในตอนกลางวันและปล่อยพลังงานออกมาในตอนกลางคืน

ส่งท้ายอุบลฯ กับ ‘หมูยอ’ แสนอร่อย

เดินทางท่องเที่ยวกันมาพอหอมปากหอมคอกันแล้ว มากันที่ของกินขึ้นอันเลื่องชื่อลือชาของชาวอุบลฯ อย่าง ‘หมูยอ’ กันดีกว่า ที่ไม่ว่าใครไปใครมาก็ล้วนแล้วติดใจ ซื้อติดไม้ติดมือกลับไปทุกครั้ง เนื่องจากมีกรรมวิธีเฉพาะตัว และทำจากหมูล้วนๆ มีสูตรส่วนผสมของเครื่องเทศต่างๆ ห่อใบตองนึ่งด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมียอชนิดผสมมันหมู หรือหนังหมู เพิ่มรสชาติไปอีกแบบ ซึ่งหมูยอสามรถนำมากินเล่น หรือจะเอาไปประกอบอาหารก็ทำได้อย่างหลากหลาย

(ขอบคุณภาพ : https://www.technologychaoban.com)

และที่มีชื่อเสียงตีคู่กันมาและขาดจากกันไม่ได้ก็คือ ‘ก๋วยจั๊บอุบล’ หรือ ก๋วยจั๊บญวณ โดยเส้นจะมีลักษณะยาว เรียว เล็ก เหนียวนุ่ม น้ำซุปใสบ้าง ข้นบ้าง ตามสูตรแต่ละร้าน เรียกได้ว่าถ้ามีก๋วยจั๊บอุบลที่ไหน ต้องมีหมูยออุบลที่นั่น…พูดได้คำเดียวเลยว่าเด็ดสุดๆ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น เพราะที่อุบลราชธานียังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่รอคุณอยู่…ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองเปิดใจไปสัมผัสด้วยตัวเองดูสักครั้ง…แล้วคุณจะหลงรัก ‘อุบลราชธานี’

 

เรื่องโดย : llay_ma